2007/Nov/16

ผมจำได้อย่างชัดเจนแม้ขณะในที่ยามผมหลับตา

เสียงกรีดร้องของเด็กน้อย ที่ฟังดูเจ็บปวดระคนน่ากลัว

เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวรัซเซี่ยนที่เช่าห้องๆหนึ่งในแฟลตเดียวกันกับผม

เสียงเธอเกิดขึ้นเพื่อขอความเมตตาและเห็นใจ แต่ทว่าดูเหมือนว่าจะไม่มีวี่แววของสิ่งๆนั้นตอบแทนกลับมา

ผมหยุดยืนอยู่หน้าคาเฟ่เล็กๆแห่งหนึ่งบนถนนแครอล ที่อยู่ห่างจากที่พักของผม ไปเกือบบล็อค

“แต่ผมยังคงได้ยินเสียงของเธอ”

 

ผมถอนหายใจอย่างช้าๆและ ดึงหมวกไหมพรมให้ตึงแนบหูเพื่อกลบเกลื่อนเสียงของเธอ

ก่อนที่จะก้าวขาเดินทะลุฝนที่ตกโปรยปราย ไปยังสถาณีรถไฟฟ้าใต้ดิน

วันนี้เป็นวันแรกของการเป็นนักศึกษาใหม่ในประเทศที่ใครๆก็เรียกว่าประเทศผู้ดี.....

ประเทศที่ส่งผลกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงต่อทัศนะคติในการดำเนินชีวิตของผมอย่างช้าๆมาตลอด4ปีนี้

 

 

ผมจวนจะสายแล้ว...

 

 

 

 

 

 

 

ผมดั้นด้นพาชีวิตที่เต็มไปด้วยความอยากและเบื่อหน่ายมายังเมืองที่เขาว่ากันว่า

เต็มไปด้วยความมั่งคั่งในศิลปะวัฒณธรรม ดีและเลว เก่าและใหม่คละเคล้ากันไปมากที่สุดเเห่งหนึ่งของโลก "ลอนดอน"

 

 

"สวัสดีครับ"

"เราชื่อ วันทยา เรียกว่าอาร์มก็ได้ เราอายุ 20ปีและมาจากประเทศไทย"

นั่นคือที่ผมกล่าวเป็นคำเเรกของวัน กับทุกคนในสาขา อาร์ตออฟโฟโต้กราฟฟี่ ของ

ลอนดอนคอลเลจออฟคอมิวนิเคชั่น ซึ่งเป็นที่เรียนที่ใหม่ของผม

และนั่นก็เป็นคำสุดท้ายของวันเช่นกัน

 

เปล่าเลยไม่ใช่ว่าผมเป็นคนที่ไม่อยากแสวงหามิตรภาพใหม่ๆหรือเป็นคนรักสันโดษแต่อย่างใด หากคงเป็นเพราะบรรยากาศที่แตกต่าง

โทนสีที่ไม่สบายใจ บ้านเมืองที่แปลกตา ชอบฟังมากกว่าพูด หรืออะไรก็ตามที่จะสรรหายกมาอ้างได้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นก็เป็นแค่เหตุผลลมๆ

ที่ผมอุปโลกเพื่อปฎิเสธว่ามันเกิดจากอาการของ PTSDที่ไม่ว่ามันจะย่อมาจากอะไรก็ตาม

มันคือคำที่จิตแพทย์ที่ให้คำปรึกษาผมใช้เรียกนิสัยของกลุ่มอาการทางจิตที่ผมเป็น โดยไม่แยแสว่าผมจะชอบมันหรือไม่

 

 

 

 

 

"ภาพถ่ายมันสามารถสื่อสารกับคนอื่นโดนที่ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ"

 

 

..นายเป็นคนประเภทนั้นหรอ...

 

 

ภาษาอังกฤษสำเนียงสแปนิชดังลอดหูมาจากด้านหลังของผม ในเวลาพักเที่ยงของ2อาทิตย์ให้หลัง

"สวัสดีอาร์มเรา คริสติน่า ท่าทางจะชอบฝนมากเลยนะมานั่งที่แบบนี้คนเดียว" เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม

"เราจำเธอได้ สวัสดี" ผมตอบพลางยื่นมือไปจับเพื่อกระชับมิตร

คริสติน่า ซานเชส เป็นมนุษย์ที่มีความสามารถก่อสร้างสัมพันธภาพอันดีเยี่ยมอย่างหาตัวจับยาก เธอเป็นที่ชื่นชอบของครูและเพื่อนร่วมชั้น

คงเป็นเพราะนิสัยทีเล่นทีจริงชอบหยอกล้อและสามารถเห็นยิ้มกว้างๆของเธอได้เกือบตลอดเวลา..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

******************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเม็ดฝนกระทบตัวอาคารให้จังหวะรับกับพัดลมติดเพดานที่หมุนเอื่อยๆ....

นั่นคือทัศนียภาพที่ผมรับรู้เป็นอย่างเเรกตอนลืมตาขึ้นมาบนโซฟาเก่าๆไสตล์หลุยส์หุ้มหนังย้อมสีแดงเลือดหมู

มันตั้งอยู่กลางห้องที่ผมต้องเรียกว่าบ้านอย่างเสียมิได้

ครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะที่ผมต้องโดนปลุกด้วยเสียงกรีดร้องแหลมเล็กของเด็กน้อยข้างๆห้อง

ผมเอี้ยวตัวมองกระจกที่ไม่ใสนักเพราะฝุ่น ลอดออกไปเห็นสีเทาหม่นของสภาพแวดล้อมเบื้องนอกที่แน่นิ่งท่ามกลางละอองฝน

ยังคงไม่มีวี่แววการมาเยือนของแสงอาทิตย์ หรือหาก ไม่เช่นนั้นมันคงไม่มีดวงอาทิตย์สำหรับที่นี่กระมัง

 

 

"คงต้องทำอะไรซักอย่างกับห้องข้างๆแล้วละ"

ผมหันไปตามเสียงของคริสติน่าที่แว่วมาจากส่วนมืดของห้องที่ใช้เป็นห้องอัดภาพชั่วคราว

"อืม" ผมตอบโดยไม่ต้องใช้หัวคิด

คริสติน่าย้ายมาอยู่กับผมได้หลายเดือนแล้วด้วยเหตุผลที่ว่าเธอต้องการห้องที่ใหญ่กว่าเดิมเพื่อทำห้องอัดภาพ

และไม่อยากไปเบียดเสียดแย่งการใช้สิทธิ์ ในห้องอัดภาพที่มหาวิทยาลัยในช่วงไฟนอลโปรเจกต์เช่นนี้

และอีกเหตุผลที่ว่าผมเป็นเพื่อนของเธอ ที่เธอเรียกเองเออเองว่าเพื่อนสนิท

แต่ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฎิเสธ

เพราะการเที่ธอมีผมเป็นเพื่อนมันก็ไม่ได้ทำให้ผมอึดอัดรำคาญใจหรือต้องใช้ความคิดอะไรมากมาย

เพราะส่วนใหญ่เธอจะเป็นคนพูดแล้วผมก็เป็นคนฟังแม้เรื่องทั้งหมดมันจะหาสาระอะไรไม่ค่อยได้ก็ตามที...

 

"ยืมฟิลม์ขาวดำ20ม้วนนะ"เธอตะโกนบอกผมก่อนกระแทกปิดประตู ออกไปอย่างรีบร้อน

เธอคงออกไปตามถ่ายวงดนตรีที่เธอใช้เป็นหัวข้อองานไฟนอลโปรเจกตามเคย

ผมก็ควรออกไปหาอะไรทำซักอย่างเช่นกัน

 

 

 

 

เพราะเด็กน้อยไม่ได้เบาบางเสียงลงเลย..

 

 

 

 

 

 

 

*************************************************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมยืนบนบนหัวมุมของถนนแห่งหนึ่งในย่าน King’s cross

ในสภาพที่สวมเสื้อแจ๊กเกตสีดำที่มีฮูดคลุมหัวเพื่อป้องกันละอองน้ำจากฟ้า

ผมยืนตรงนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ…

 

ช่างมันเถอะเพราะถึงยังไงผมก็มีเวลาเหลือเฟืออยู่แล้วนี่นา

 

และเวลาของผมมันก็มีเพื่อสังเกตุพฤติกรรมหญิงอายุ 27 ปีคนหนึ่ง ที่ชื่อ Elizabetha เธอเป็นชาวฮังกาเรี่ยนโดยกำเนิด

และประกอบอาชีพให้บริการปลดปล่อยความเครียดทางเพศแก่ท่านชาย หรือที่เธอเรียกตัวเองว่าโสเภณีได้อย่างไม่ขัดเขิน

 

ผมยืนพิงกำแพงห่างจากเธอราวๆ60เมตรโดยประมาณ ในมือขวาผมถือกล้อง Compact 35mm. ที่บรรจุฟิลม์ขาวดำเอาไว้ ในท่าที่พร้อมจะใช้มันบันทึกอริยาบถต่างๆของเธอได้ทุกเมื่อ

 

ผมไม่ใช่โรคจิตที่แอบตามถ่ายพฤติกรรมผู้หญิง แต่อย่างใด

ความสัมพันธ์ของผมกับเธอมีอย่างเดียวคือ ”เธอเป็นหัวข้องานไฟนอลโปรเจกต์ของผม”

แน่นอนว่าเธอรับรู้และยินยอมให้ผมตามเก็บภาพของเธอจากทุกระยะได้ร่วมเดือนกว่าๆแล้ว

 

“ฉันค่อนข้างแน่ใจนะว่าเขารักฉัน.......และฉันก็รักเขาด้วย แต่มันติดแค่ที่ว่าเขามีครอบครัวแล้วนี่สิ”

เธอตอบผมในขณะที่ม้วนเทปในเครื่องอัดเสียงของผมทำงานอยู่...

เธอมักพูดเรื่องราวของคนที่เธอรักให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ

“ถ้าพวกคุณรักกันเรื่องนั้นคงไม่เกี่ยว...ถ้าเป็นผม ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมา”

ผมกดหยุดเทปทันทีที่พูดจบ

“ชั้นควรจะเชื่อเธอรึไง…” เสียงเธอแหบพร่าจนแทบจับใจความไม่ได้

 

ควันบุหรี่ที่เธอพ่นออกมาปะทะหน้าผมบางๆ

 

 

 

 

***********************************

 

 

 

 

 

 

 

“Petuchuka เป็นหุ่นกระบอกที่มีชีวิตขึ้นมาเพราะรักในการเต้นบัลเลต์ ย่าของหนูอยากให้หนูเป็น ballerina” เสียงของเด็กน้อยผมแดงผิวสีขาวใส ลอดออกมาจากปากที่บางเฉียบ เลยตั้งชื่อนี้ให้

เธอตอบผมระหว่างที่เธอกำลำงก้มหน้าก้มตาเล่นกับตุ๊กตาขนเกรียนสีน้ำตาลไหม้ที่เดาไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร

“สนุกมั้ย”

“ค่ะ..หนูชอบแข่งกับ Fayena ว่าใครจะหยุดหายใจได้นานกว่ากัน”

“หนูชนะทุกทีแหล่ะเนอะ” Fayena ผงกหัวรับคำพูด2ทีตามแรงกดของมือเจ้านายมัน

“แข่งไปทำไมหรือ” ผมถามทั้งๆที่ยังมองตุ๊กตาที่เพิ่งผงกหัวในอ้อมกอดของเด็กน้อย

“ก็ไว้ตอนเวลาน้ำท่วมโลกหนูจะได้รอโนอามารับได้ไง….”

 

น้ำท่วมโลกรึ นั่นสินะมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าทุกวันของโลกทั้งใบเป็นแบบเดียวก็ทุกวันของที่นี่

ทุกวันที่ฝนอย่างไม่เคยขาดสาย

ผมหวนคิดถึงบทสนทนาเหล่านั้นซ้ำไปมาในขณะที่ผมเดินผ่าน ชั้นแปดเพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้า

ชั้นแปด...ที่มีเสียงโวยวายหนวกหูที่ไม่เคยคิดจะจับใจความ.

ชั้นแปด...ที่เป็นชั้น ที่ผมอาศัยอยู่

ชั้นแปด...ที่มีคนปะทะคารมอย่างรุนแรง กันอยู่บนทางเดินหน้าประตูห้องถัดจากห้องผม

ชั้นแปด...ที่มี คริสติน่า กำลังเถียงกับชายคนหนึ่ง ที่ถึงผมจะไม่รู้จักแต่ก็คุ้นเคยเสียงเขาดี

และสามารถเดาได้ง่ายๆว่าเขาคือสามีของแม่บังเกิดเกล้าของเด็กหญิงห้องข้างๆผม

ชั้นแปด...ที่ผมเพิ่งเบือนหน้าหนีมาบนดาดฟ้าเพื่อรับรู้ว่า วันนี้ฝนตกหนักเป็นพิเศษ เมื่อดูจากปริมาณและขนาดที่กระทบตัว

 

 

 

ผมได้แต่หวังว่า เด็กหญิง เพทรูชูก้า จะได้ลองเต้นบัลเล่ต์ตามความฝันของย่าเธอดูสักครั้ง

ก่อนที่น้ำจะท่วมโลก

 

 

 

 

edit @ 16 Nov 2007 23:51:44 by RM

2007/Nov/03

I close my eye and still hear her, the little girl with a screaming voice so scary and painful; we could hear her half way down the block.

She was a daughter of my Russian neighbors who begged

for kindness, but received nothing in return; she had only her begging tears.

I paused outside a small cafe near my flat in CAROL St. and pretended that I hadn’t heard her voice.

I took a deep breath before I started to walk to the underground station through the light rain.

That was the first day of my school life in the U.K. and it’s completely changed my life during the past 4 years

 

 

 

It was a struggle to bring my dull and greedy life to this place known as a city with the richest culture of the world, flooded with the good and the bad, traditional and modern customs.

“London”

 

 

“Hello”

“My name is Wantaya , but you can call me Arm, I’m 20 years old and I’m from Thailand.”

That was my first and last sentence that day to everyone in the Art of Photography Faculty at my new school, the London College of Communication.

 

No, it’s not like I’m not looking for new friendship or I love the being solitary or anything. Perhaps it’s because of this unfamiliar surrounding, those uncomfortable colors, my preference to be a listener rather than a speaker or whatever excuse I can think of to cover the fact that it was actually the symptoms of the PTSD, whatever that stands for.

That was what my mental illness is called, which my psychiatrist said I have without any regards to whether I’d like it or not.

 

 

“You can communicate without saying any words through photography”

 

…Are you that kind of person?

 

 

A voice with a Spanish accent came from behind me during my lunch break time 2 weeks later,

“Hi Arm, I’m Christina, you seem to like rain, sitting here alone in a place like this,” she said with a smile.

“Hi, I remember you,” I replied with a friendly handshake.

Christina Sanchez was one of those rare super friendly breed. She was loved by the teacher and classmates, probably because of her playful nature and those smiles that can always be seen.

 

 

 

 

…………………………

 

 

 

 

The sound of the rain falling down onto the building goes with the slow movement of the ceiling fan.

That was the first sight I perceived when I opened my eyes on the old crimson Louis-style leather sofa in the middle of where I had no choice but to call it home.

Again and again I was woken by the piercing scream of the little girl next room.

I turned around to look out through the dusty window, seeing the grayish motionless surroundings under the rain.

No sign of the sun, or perhaps there’s no sun here.

 

“We have to do something with the next room.”

I was turned by Christina’s voice from the corner of the temporary photo-developing room.

“Yeah,” I replied without thinking.

Christina moved in and stays with me several months ago with a reason that she wanted a bigger room to do the photo processing and don’t want to fight with others in order to use the university’s lab room during this final project period.

Another reason was that I was her friend. Thus she herself assumed that we were close friends.

But I have no reasons to reject that anyway, as having Christina as my friend didn't bother me or cause me to think of anything more because most of the time she’s the one to speak and I’m the listener, even though most of the time what she said was all non-sense.

 

“I borrowed 20 rolls of your black and white films, OK?” she shouted before hurrying out and slamming the door.

She probably went out to shoot the band she wanted for her final project like usual.

Maybe I should go find something to do too.

 

 

The little girl’s voice didn't die down at all.

 

 

 

to be continue...

2007/Sep/24








Is true love truly there my dear
Yes, if your warm heart is.

Sadly some times even true love can be broken, oh dear.
yet, it does not mean the world is ending

Love does not die although bodies

Be with me my beloved love
that my smile may not fade.





ยังอยู่กับฉันใช่ไหม...ความรัก